วิธีการใช้งาน

ก่อนที่ท่านจะสามารถใช้งาน ThaiGPS.net Server ติดตามรถ คน สัตว์เลี้ยง และสิ่งของของท่านได้นั้น ท่านต้องมี GPS Tracker รุ่นใดรุ่นหนึ่งตามรายชื่อของ GPS Tracker ดังตารางข้างล่างนี้ โดยที่ท่านจะต้องใส่ SIM โทรศัพท์มือถือเข้าไปในตัว GPS Tracker นั้นเสียก่อน โดย SIM ที่ประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุดและตั้งค่าเริ่มต้นง่ายที่สุด เป็น SIM มือถือของค่าย True รุ่น Net SIM 4G+ เพราะ SIM นี้มีการตั้งค่า APN ของผู้ให้บริการมาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ผู้ใช้งานจึงไม่ต้องเสียเวลาตั้งค่า APN ใหม่อีก สามารถใช้ค่า APN ที่กำหนดมาใน SIM ได้ทันที นอกจากนี้ ค่าเนต GPRS ของ SIM นี้ค่อนข้างประหยัดมาก (ในกรณีที่เป็นรถมอเตอร์ไซต์ ซึ่ง GPS Tracker จะทำงานเฉพาะเมื่อเปิดสวิทช์ไฟจุดระเบิดเท่านั้น ซึ่งจะเสียค่าเนต GPRS ประมาณเดือนละไม่ถึง 20 บาท ส่วนในกรณีรถยนต์และรถประเภทอื่นๆ ซึ่ง GPS Tracker ทำงานตลอดเวลา ซึ่งจะเสียค่าเนต GPRS ประมาณเดือนละไม่ถึง 50 บาท ) เมื่อท่านใส่ SIM เรียบร้อยและจ่ายไฟเข้า GPS Tracker เรียบร้อยแล้ว ท่านจะต้องตั้งค่าเริ่มต้นใน GPS Tracker ให้เชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ www.thaigps.net เสียก่อน โดยการส่ง SMS ระบุคำสั่งการตั้งค่า Server และ Port ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ใน SIM เสียก่อน เมื่อได้รับการตอบกลับว่า SET OK แล้ว GPS Tracker จึงจะสามารถเชื่อมต่อและส่งข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ เพื่อให้ท่านได้ทราบตำแหน่งรถ คน สัตว์ สิ่งของ โดยดูผ่านโทรศัพท์มือถือหรือดูตำแหน่งผ่านคอมพิวเตอร์ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ

สำหรับคำสั่งสำหรับตั้งค่า Server และ Port นั้นจะแปรผันไปตามรุ่นของ GPS Tracker แต่ละยี่ห้อและละรุ่นจะมีคำสั่งสำหรับตั้งค่าเริ่มต้นที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่ทุกยี่ห้อทุกรุ่นจะใช้วิธีการส่ง SMS ตั้งค่าเริ่มต้นเหมือนๆ กันทั้งหมด โดยจะต้องระบุ IP หรือ DNS ของ Server และหมายเลข Port ตัวอย่าง เช่น คำสั่ง SMS ของ GPS Tracker TK103 คือ adminip123456 www.thaigps.net 5001 ส่วนคำสั่ง SMS ของ GPS Tracker Sinotrack ST-901 คือ 8040000 www.thaigps.net 5013 เป็นต้น ซึ่งเราจะเห็นว่าคำสั่งของ TK103 คือ adminip แล้วตามด้วยพาสเวิร์ด 123456 แล้วตามด้วย DNS หรือ IP ของเซิร์ฟเวอร์คือ www.thaigps.net แล้วตามด้วยหมายเลขพอร์ท 5001 ส่วนคำสั่งของ Sinotrack ST-901 คือ 804 แล้วตามด้วยพาสเวิร์ด 0000 แล้วตามด้วย DNS หรือ IP ของเซิร์ฟเวอร์คือ www.thaigps.net เหมือนๆ กัน แล้วตามด้วยหมายเลขพอร์ท 5013 ซึ่งแตกต่างกันตามยี่ห้อและรุ่นของ GPS Tracker ท่านสามารถเปิดดูคู่มือ Manual ของ GPS Tracker ของท่าน เพื่อตรวจดูรูปแบบของคำสั่งสำหรับตั้งค่า Server DNS หรือ IP และ Port ได้ เมื่อทราบคำสั่งและรูปแบบของคำสั่งแล้ว ท่านจึงสามารถส่ง SMS บรรจุคำสั่งนั้นไปยัง GPS Tracker ได้โดยตรง โดยอ้างอิงจากรุ่นของ GPS Tracker และ Port ตาม ตาราง นี้

หากท่านเคยใช้ GPS Tracker โดยใช้การโทรเข้าไปหา GPS Tracker เพื่อให้ GPS Tracker ส่งพิกัดตำแหน่งบนแผนที่ Google ผ่าน SMS มาก่อนแล้ว ท่านจะสามารถตั้งค่าเริ่มต้นในการใช้งาน Thaigps server แบบ Realtime ได้ไม่ยาก เพราะการตั้งค่าเริ่มต้นจะต้องมีการส่งข้อความ SMS ไปสั่งงาน GPS Tracker เพื่อให้ GPS Tracker สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเซิร์ฟเวอร์ของเราได้ เมื่อท่านสามารถเชื่อมต่อ GPS Tracker ของท่านกับเซิร์ฟเวอร์ www.thaigps.net เรียบร้อยแล้ว ท่านจะสามารถดูตำแหน่ง GPS Tracker ของท่านผ่านบราวเซอร์ได้อย่างสะดวก ในการตั้งค่าเริ่มต้นและการใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ของ www.thaigps.net ท่านสามารถศึกษาตามหัวข้อต่างๆ โดยมี่รายละเอียดดังหัวข้อต่อไปนี้

1.    การตั้งค่าเริ่มต้นให้กับอุปกรณ์ GPS Tracker
2.    การเพิ่มอุปกรณ์ GPS Tracker เชื่อมต่อเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์
3.    การติดตามอุปกรณ์ให้อยู่ตรงกลางแผนที่เสมอ
4.    การแสดงเส้นทางติดตามแบบ Live สด
5.    การสร้างเขตพื้นที่สำหรับการแจ้งเตือน
6.    การกำหนดเขตพื้นที่ให้อุปกรณ์
7.    การกำหนดโหมดการแจ้งเตือนการเข้าออกจากเขตพื้นที่ให้อุปกรณ์
8.    การเปิด/ปิดโหมดการแสดงเขตพื้นที่สำหรับการแจ้งเตือน
9.    การตั้งค่าเริ่มต้นเพื่อส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านอีเมล์
10.  การตั้งค่าแจ้งเตือนเมื่อมีการสตาร์ทและดับเครื่องยนต์
11.  การตั้งค่าแจ้งเตือนเมื่ออุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเกินกำหนด
12.  การเปลี่ยนแผนที่ Maps
13.  การบันทึกขอบเขตการแสดงแผนที่บนจอภาพ
14.  การเรียกดูประวัติเส้นทางย้อนหลัง(วันหรือสัปดาห์หรือเดือน)

 

1. การตั้งค่าเริ่มต้นให้กับอุปกรณ์ GPS Tracker

1.1  ส่งข้อความ SMS บรรจุคำสั่งตั้งค่า IP (DNS) และ Port ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของ SIM ที่บรรจุอยู่ใน GPS Tracker ดังตัวอย่างต่อไปนี้

สำหรับ GPS Tracker รุ่นอื่นๆ ท่านสามารถตรวจสอบตามคู่มือของ GPS Tracker ว่าจะใช้คำสั่งใดในการกำหนด IP และ Port และท่านสามารถตรวจสอบพอร์ทที่ของ GPS Tracker ว่าจะต้องใช้พอร์ทใด โดยดูข้อมูลจากตารางในลิงค์ข้างล่างนี้

http://www.thaigps.net?page_id=45

1.2  เมื่อได้รับข้อความ SMS ตอบกลับจากอุปกรณ์ว่า Set OK แสดงว่าสามารถตั้งค่าเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ได้เรียบร้อยแล้ว แต่จะถูกต้องหรือไม่ ต้องทำตามหัวข้อ 2 ข้างล่างนี เพื่อเพิ่มอุปกรณ์และตรวจสอบเสียก่อน

2. การเพิ่มอุปกรณ์ GPS Tracker เชื่อมต่อเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์

2.1  ตรวจดูหมายเลข ID ที่อยู่บน GPS Tracker (ตัวอย่าง) ดังรูปข้างล่างนี้

2.2  เข้าสู่บราวเซอร์ Chrome หรือ Internet Explorer หรือ Microsoft Edge แล้วพิมพ์ http://www.thaigps.net:9001

2.3  บนจอภาพ Log in เลือกปุ่ม ลงทะเบียน (1) แล้วป้อนชื่อ (2) อีเมล์ (3) และรหัสผ่าน (4) แล้วคลิกปุ่ม จัดเก็บแฟ้มข้อมูล (5) เมื่อกลับไปยังจอภาพ Log in เลือกภาษาไทย (6) และป้อนอีเมล์ (7) และรหัสผ่าน (8) เลือกเช็คบอกซ์ จดจำ (9) แล้วเลือกปุ่ม เข้าสู่ระบบ (10) จะปรากฏจอภาพข้างล่างนี้

2.4  คลิกปุ่ม + เพิ่ม (11) จะปรากฏไดอะล็อค อุปกรณ์ ดังรูปด้านล่าง แล้วตั้งชื่ออุปกรณ์ (12) และป้อนหมายเลขอุปกรณ์ (13) คลิกตัวเลือกเพิ่มเติม (14) แล้วเลือกมาร์คเกอร์ (15) ซึ่งมีให้เลือกใช้งานรูปแบบต่างๆ ดังรูปด้านล่างขวา แล้วคลิกปุ่ม (16)

 

2.5  รอประมาณ 10-30 วินาที จะปรากฏสถานะ ออนไลน์ และจะปรากฏ มาร์คเกอร์ ตามรูปที่เลือกแสดงตำแหน่งจริงบนแผนที่ดังรูปข้างล่างนี้ หากอุปกรณ์มีการเคลื่อนที่ มาร์คเกอร์บนแผนที่ก็จะเคลื่อนที่ตามไปด้วย แต่ถ้าไม่ปรากฏสถานะ ออนไลน์ แต่ปรากฏสถานะ ออฟไลน์ แสดงว่าการตั้งค่าในข้อ 1 เกิดการผิดพลาด ซึ่งอาจจะเกิดจากการกำหนดพอร์ทไม่ตรงกับรุ่นของ GPS Tracker ท่านจะต้องย้อนกลับไปตรวจสอบและแก้ไขพอร์ทให้ตรงกับอุปกรณ์ GPS Tracker ของท่าน

อนึ่ง GPS Tracker ของจีน จำนวนมากเป็นแบบ Clone พอร์ทที่ระบุในตารางอาจจะไม่ตรง ท่านสามารถทดลองเปลี่ยนเลขพอร์ท โดยทดลองใช้หมายเลขพอร์ทเป็น 5001, 5002, 5006, 5013, 5023, 5036, 5093

อุปกรณ์ที่ใช้โปรโตคอล TK103 พอร์ท 5002 จะส่งตัวเลขของอุปกรณ์ 12 หลัก แทนที่จะใช้เลข IMEI ซึ่งปกติ จะประกอบด้วยตัวเลข 11 หลักรวมเลขศูนย์นำหน้าอีก 1 หลัก ตัวอย่าง เช่น ถ้าหมายเลข IMEI คือ 123456789012345 หมายเลข ID ที่จะใช้เป็นหมายเลขอุปกรณ์คือ 056789012345 เป็นต้น

3. การติดตามอุปกรณ์ให้อยู่ตรงกลางแผนที่เสมอ

โดยปกติ เมื่อเรา กดปุ่ม F5 เพื่อให้มีการโหลดหน้าเวบเพจใหม่ โปรแกรมจะแสดงแผนที่ตามหน้าจอที่บันทึกไว้ในคำสั่ง การตั้งค่า => บัญชีผู้ใช้ => ตัวเลือกการตั้งค่า => บันทึกตำแหน่งแผนที่ โดยจะไม่มีอุปกรณ์ GPS Tracker ตัวใดถูกเลือก นั่นหมายความว่า อุปกรณ์ทั้งหมดจะเคลื่อนที่ไปตามอิสระ โดยที่จะไม่มีอุปกรณ์ใดอยู่ตรงกลางแผนที่ หากเราต้องการให้อุปกรณ์ GPS Tracker ตัวใดปรากฏอยู่ตรงกลางแผนที่เสมอ ไม่ว่าจะเคลื่อนที่ไปในตำแหน่งและทิศทางใดก็ตาม เราจะต้องเลือกอุปกรณ์ GPS Tracker (17) หรืออุปกรณ์ตัวอื่นใดที่ต้องการ และให้แน่ใจว่าปุ่ม ติดตาม (18) อยู่ในสถานะเปิด อุปกรณ์ที่ถูกเลือกนั้นจึงจะปรากฏอยู่ตรงกลางแผนที่เสมอ

4. การแสดงเส้นทางติดตามแบบ Live สด

หากต้องการแสดงเส้นทางแบบ Live สด (21) ของอุปกรณ์ใด เราจะต้องเลือกอุปกรณ์ที่ต้องการแสดง (19) และให้แน่ใจว่าปุ่ม เส้นทาง Live (20) อยู่ในสถานะเปิด เมื่ออุปกรณ์ที่ถูกเลือกมีการเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งใหม่ จะปรากฏเส้นทางลากตามอุปกรณ์นั้นไปตามตำแหน่งต่างๆ (21) หากกดปุ่ม F5 เส้นทาง Live สด (21) ก็จะหายไป เนื่องจากเส้นทาง Live สด (21) นี้เป็นการแสดงประวัติการเดินทางแบบชั่วคราวเท่านั้น เพื่อสะดวกในการตรวจสอบการเคลื่อนที่ในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

5. การสร้างเขตพื้นที่สำหรับการแจ้งเตือน

5.1  หากต้องการให้มีการแจ้งเตือน เมื่ออุปกรณ์เคลื่อนที่ออกจากหรือเข้าสู่เขตพื้นที่ที่กำหนด ท่านจะต้องสร้างเขตพื้นที่โดยลากเส้นขอบเขตล้อมรอบพื้นที่ที่ต้องการ ซึ่งสามารถใช้ขอบเขตแบบรูปวงกลมหรือใช้ขอบเขตแบบรูปหลายเหลี่ยมลากเส้นขอบโดยอิสระ  ในการสร้างขอบเขต เราใช้ปุ่ม การตั้งค่า => เขตพื้นที่   จะปรากฏไดอะล็อคดังรูปข้างล่างนี้

5.2  คลิกปุ่ม + เพิ่ม (22) จะปรากฏไดอะล็อค เขตพื้นที่ ตั้งชื่อขอบเขต (23) แล้วคลิกปุ่ม พื้นที่ (24) จะปรากฏไดอะล็อคดังรูปข้างล่างนี้

5.3  เลือกแถบรายการ (25) ในกรณีที่ต้องการสร้างขอบเขตแบบวงกลม เลือก วงกลม (26) แล้วคลิกบนแผนที่เพื่อกำหนดจุดศูนย์กลางและรัศมีของพื้นที่วงกลมตามต้องการ ในกรณีที่ต้องการสร้างขอบเขตแบบรูปหลายเหลี่ยม ให้เลือก รูปหลายมุม (27) แล้วคลิกบนแผนที่ตามตำแหน่งต่างๆ ตามที่ต้องการกำหนดขอบเขต จนกระทั่งล้อมรอบขอบเขตกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง ทำให้เป็นพื้นที่ปิด ดังรูปข้างล่างนี้ แล้วคลิกปุ่ม (28) เพื่อยอมรับ

5.4 เมื่อกลับไปยังไดอะล็อค เขตพื้นที่ ให้คลิกปุ่ม (29) จะปรากฏชื่อเขตพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้น เราสามารถสร้างเขตพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติมต่อไปได้ หากสร้างขอบเขตพื้นที่ได้จำนวนที่ต้องการแล้ว ให้ปิดไดอะล็อค

ในขณะนี้ขอบเขตพื้นที่ต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นยังไม่มีผลต่อการทำงานกับอุปกรณ์ GPS Tracker ตัวใดๆ ดังนั้น เราจะต้องกำหนดพื้นที่ให้กับอุปกรณ์ GPS Tracker เสียก่อน และจะต้องมีการกำหนดโหมดการแจ้งเตือนให้กับอุปกรณ์ด้วย จึงจะมีการแจ้งเตือนเกิดขึ้น เมื่ออุปกรณ์ GPS Tracker เคลื่อนที่เข้าสู่หรือเคลื่อนที่ออกจากพื้นที่ที่กำหนดให้กับอุปกรณ์นั้นๆ โดยเราสามารถกำหนดโหมดขอบเขตพื้นที่ให้กับอุปกรณ์ในข้อ 6 ดังต่อไปนี้

6. การกำหนดเขตพื้นที่ให้อุปกรณ์

เมื่อมีการสร้างเขตพื้นที่มาเรียบร้อยแล้ว เราสามารถเลือกอุปกรณ์ที่ต้องการกำหนดเขตพื้นที่ (30) แล้วคลิกปุ่ม การตั้งค่า (31) เลือก เขตพื้นที่ (32) เลือกเขตพื้นที่ (33) ที่ต้องการให้มีผลกับอุปกรณ์ที่ถูกเลือก โดยสามารถเลือกเพียงหนึ่งเขตพื้นที่หรือเฉพาะบางเขตพื้นที่หรือเลือกเขตพื้นที่ทั้งหมดตามต้องการ แล้วจึงใช้วิธีเดียวกันนี้กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีอยู่ที่เหลือทั้งหมด ซึ่งในขณะนี้ เราได้เพียงแต่กำหนดเขตพื้นที่ให้กับอุปกรณ์เท่านั้น ยังไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ เกิดขึ้น เนื่องจากเรายังมิได้กำหนดให้มีการแจ้งเตือน เมื่อมีการเข้าหรือออกจากเขตพื้นที่ เราสามารถกำหนดโหมดการแจ้งเตือนเข้าหรือออกจากพื้นที่ในข้อ 7 ต่อไป

7. การกำหนดโหมดการแจ้งเตือนการเข้าออกจากเขตพื้นที่ให้อุปกรณ์

7.1  เริ่มสร้างโหมดการแจ้งเตือน โดยคลิกปุ่ม การตั้งค่า (34) แล้วเลือก การแจ้งเตือน (35) จะปรากฏไดอะล็อค การแจ้งเตือน คลิกปุ่ม + เพิ่ม (36)

7.2  เมื่อปรากฏไดอะล็อค แจ้งเตือน ดังรูปข้างล่างนี้ เลือก เข้าสู่ จากแถบรายการ ชนิด (37) คลิกถูก อุปกรณ์ทั้งหมด (38) เลือก เว็ป และ เมล์ ในช่อง ตัวเตือน (39) แล้วคลิกปุ่ม (40)

 

เหตุผลที่เราเลือกแจ้งเตือนทั้ง เว็ป และ เมล์ นั้น ก็เพื่อให้มีการส่งเสียง Beep การแจ้งเตือนผ่าน บราวเซอร์ ทั้งบนคอมพิวเตอร์หรือทั้งบนโทรศัพท์มือถือ ที่เปิดเวบบราวเซอร์ออกมาใช้งานโดยตรง และเราได้เลือก เมล์ เพื่อให้มีการส่งเมล์เตือนไปยังอีเมล์ที่ระบุ แต่ถึงแม้ว่าจะเลือก เมล์ ไว้ด้วย แต่ระบบก็ยังไม่สามารถส่งเมล์เตือนได้ จนกว่าจะมีการตั้งค่าเริ่มต้นของการส่งอีเมล์เรียบร้อยเสียก่อน ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะเลือก เมล์ ไว้ก็ยังไม่สามารถส่งเมล์เตือนไปยังอีเมล์ได้ เพียงแต่มีการแจ้งเตือนผ่านบราวเซอร์ได้เท่านั้นในขณะนี้

7.3  ทำซ้ำข้อ 7.1 และ 7.2 โดยเลือก ออกจาก จากแถบรายการ ชนิด (37) จะปรากฏดังรูปข้างล่างนี้ แล้วปิดหน้าต่าง การแจ้งเตือน

7.4  เริ่มกำหนดการแจ้งเตือนให้กับอุปกรณ์ GPS Tracker โดยคลิกเพื่อเลือกอุปกรณ์ (41) แล้วเลือกปุ่ม การตั้งค่า (42) เลือก การแจ้งเตือน (43) แล้วติ๊กถูกหน้า การแจ้งเตือน (44) ทั้งหมดที่ต้องการ แล้วจึงใช้วิธีเดียวกันนี้กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีอยู่ที่เหลือทั้งหมด ซึ่งในขณะนี้ เราได้กำหนดโหมดการแจ้งเตือนเรียบร้อยแล้ว หากมีการเคลื่อนที่ของอุปกรณ์เข้าหรือออกจากเขตพื้นที่ จะมีเสียง Beep เตือน บนบราวเซอร์ทั้งบนคอมพิวเตอร์หรือบนโทรศัพท์มือถือ และก็ยังจะไม่มีการส่งอีเมล์แจ้งเตือนทันที นอกจากว่าเราได้มีการตั้งค่าเริ่มต้นสำหรับการส่งอีเมล์เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ในขณะนี้มีเพียงเสียงแจ้งเตือน Beep เท่านั้น

8. การเปิด/ปิดโหมดการแสดงเขตพื้นที่สำหรับการแจ้งเตือน

เมื่อมีการสร้าง เขตพื้นที่ แจ้งเตือนการเข้าหรือออกของอุปกรณ์ GPS Tracker จากเขตพื้นที่แล้ว ดังรูปด้านล่างซ้าย หากต้องการซ่อน เขตพื้นที่ ไม่ให้ปรากฏให้เห็นบนแผนที่ เราสามารถคลิกเพื่อปิดปุ่ม เขตพื้นที่ (45) แต่ถึงแม้ว่า เขตพื้นที่ จะถูกซ่อนดังรูปด้านล่างขวา เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่ออุปกรณ์เคลื่อนที่เข้าหรือออกจากเขตพื้นที่ จะยังคงมีการแจ้งเตือนหรือยังมีการส่งอีเมล์เตือนอยู่เสมอ นอกจาก เราจะยกเลิกการแจ้งเตือนออกจากอุปกรณ์เสียก่อน ตามวิธีการกำหนดการแจ้งเตือนให้กับอุปกรณ์ในข้อ 7.4 ดังนั้น การเปิด/ปิดโหมดการแสดงเขตพื้นที่จึงมีผลเฉพาะที่ปรากฏบนแผนที่เท่านั้น

9. การตั้งค่าเริ่มต้นเพื่อส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านอีเมล์

9.1  เริ่มกำหนดค่าเริ่มต้น gmail โดยคลิกปุ่ม การตั้งค่า (46) => บัญชีผู้ใช้งาน (47) จะปรากฏไดอะล็อคดังรูปข้างล่างนี้

9.2  คลิกปุ่ม คุณลักษณะ (48) จะปรากฏไดอะล็อคดังรูปข้างล่างนี้ คลิกปุ่ม + เพิ่ม (49) จะปรากฏไดอะล็อค คุณลักษณะ เลือกแถบรายการ ชื่อ แล้วเลือก Mail: SMTP Host (50) กำหนดค่าของพารามิเตอร์ smtp.gmail.com (51)

9.3  ใช้วิธีเดียวกันกับข้อ 9.2 เพิ่มชื่อ (52) และพารามิเตอร์ (53) ที่เหลือทั้งหมดของการตั้งค่าอีเมล์ ให้ปรากฏดังรูปข้างล่างนี้

อนึ่ง สำหรับการใช้งาน Gmail นอกจากการตั้งค่าเริ่มต้นข้างบนนี้ เราควรจะต้องสร้างแอคเคาท์ใหม่ สำหรับการรับส่งเมล์แจ้งเตือนเท่านั้น เพื่อป้องกันมิให้อีเมล์แจ้งเตือนไปปะปนกับเมล์สำคัญอื่นๆ และจะต้องตั้งค่าใน Google Account ในหัวข้อ Security โดยเปิดโหมด On ในหัวข้อ Less secure app access จึงจะสามารถใช้ Gmail ในการรับส่งอีเมล์สำหรับการแจ้งเตือนได้

9.4  ทดสอบการส่งอีเมล์ตามค่าเริ่มต้นที่เราได้ตั้งไว้ เพื่อตรวจสอบว่าการตั้งค่าถูกต้องหรือไม่ โดยคลิกปุ่ม ทดสอบการส่งเมล์ (54) บนไดอะล็อค บัญชีผู้ใช้ ดังรูปข้างล่างซ้าย แล้วตรวจสอบอีเมล์ หากปรากฏเมล์ แสดงชื่อ Me หัวข้อ ทดสอบส่งข้อความอีเมล์ และข้อความ ทดสอบส่งข้อความอีเมล์ ดังรูปด้านล่างขวา แสดงค่าการตั้งค่าในข้อ 9.2 และ 9.3 ถูกต้องทั้งหมดแล้ว หากไม่ปรากฏอีเมล์ ตรวจสอบข้อ 9.2 และ 9.3 และ Less secure app access ใน Google Account

 

10. การตั้งค่าแจ้งเตือนเมื่อมีการสตาร์ทและดับเครื่องยนต์

การที่จะใช้ฟีเจอร์นี้ได้ ตัว GPS Tracker ต้องมีโหมด ACC Ignition และได้ต่อขั้วสายไฟ ACC จาก GPS Tracker ไปยังจุดต่อสายไฟจุดใดจุดหนึ่งใน Line ของสวิทช์กุญแจ ACC จึงจะสามารถใช้โหมดการแจ้งเตือน เมื่อมีการสตาร์ทเครื่องยนต์หรือดับเครื่องยนต์ได้ เมื่อแน่ใจว่า GPS Tracker ได้รับการต่อสายไฟถูกต้อง อนึ่ง หากต้องการแจ้งเตือนผ่านอีเมล์ จะต้องผ่านการทำหัวข้อ 9 มาก่อน จึงจะมีการแจ้งเตือนผ่านการส่งอีเมล์ได้ เราสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนทั้งบนบราวเซอร์และส่งอีเมล์แจ้งเตือนตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

10.1 คลิกปุ่ม การตั้งค่า (55) => การแจ้งเตือน (56) จะปรากฏไดอะล็อค การแจ้งเตือน ดังรูปด้านล่าง

10.2  คลิกปุ่ม + เพิ่ม (57) จะปรากฏไดอะล็อค แจ้งเตือน ดังรูปข้างบน เลือก สตาร์ทเครื่องยนต์ จากแถบรายการ ชนิด (58) คลิกถูกที่ อุปกรณ์ทั้งหมด (59) เลือก เว็ป และ เมล์ ในช่อง ตัวเตือน (60) แล้วคลิกปุ่ม (61)

10.3 ทำซ้ำตามวิธีในข้อ 10.2 โดยเลือก ดับเครื่องยนต์ จากแถบรายการ ชนิด (58) ไดอะล็อค การแจ้งเตือน จะปรากฏดังรูปข้างล่างนี้

10.4 กำหนดการแจ้งเตือนให้กับอุปกรณ์ GPS Tracker โดยคลิกเพื่อเลือกอุปกรณ์ (62) แล้วเลือกปุ่ม การตั้งค่า (63) เลือก การแจ้งเตือน (64) แล้วติ๊กถูกหน้า การแจ้งเตือน (65) ทั้งหมดที่ต้องการ ในที่นี้ เลือก สตาร์ทเครื่องยนต์ และ ดับเครื่องยนต์ แล้วจึงใช้วิธีเดียวกันนี้กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีอยู่ที่เหลือทั้งหมด ซึ่งในขณะนี้ เราได้กำหนดโหมดการแจ้งเตือนเรียบร้อยแล้ว หากมีการสตาร์ทเครื่องยนต์หรือดับเครื่องยนต์ จะมีเสียง Beep เตือน บนบราวเซอร์ทั้งบนคอมพิวเตอร์หรือบนโทรศัพท์มือถือ และก็ยังจะมีการส่งอีเมล์แจ้งเตือนทันที เนื่องเราได้มีการตั้งค่าเริ่มต้นสำหรับการส่งอีเมล์เสร็จเรียบร้อยมาก่อนในข้อ 9 แล้ว

11. การตั้งค่าแจ้งเตือนเมื่ออุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเกินกำหนด

11.1  คลิกปุ่ม การตั้งค่า (66) => การแจ้งเตือน (67) จะปรากฏไดอะล็อค การแจ้งเตือน ดังรูปด้านล่างนี้

11.2  คลิกปุ่ม + เพิ่ม (68) จะปรากฏไดอะล็อค แจ้งเตือน ดังรูปข้างบน เลือก ความเร็วเกินกำหนด จากแถบรายการ ชนิด (69) คลิกถูกที่ อุปกรณ์ทั้งหมด (70) เลือก เว็ป และ เมล์ ในช่อง ตัวเตือน (71) แล้วคลิกปุ่ม (72) จะปรากฏดังรูปข้างล่างนี้11.2 คลิกปุ่ม + เพิ่ม (68) จะปรากฏไดอะล็อค แจ้งเตือน ดังรูปข้างบน เลือก ความเร็วเกินกำหนด จากแถบรายการ ชนิด (69) คลิกถูกที่ อุปกรณ์ทั้งหมด (70) เลือก เว็ป และ เมล์ ในช่อง ตัวเตือน (71) แล้วคลิกปุ่ม (72) จะปรากฏดังรูปข้างล่างนี้

11.3  กำหนดการแจ้งเตือนให้กับอุปกรณ์ GPS Tracker โดยคลิกเพื่อเลือกอุปกรณ์ (73) แล้วเลือกปุ่ม การตั้งค่า (74) เลือก การแจ้งเตือน (75) แล้วติ๊กถูกหน้า การแจ้งเตือน (76) ทั้งหมดที่ต้องการ ในที่นี้ เลือก ความเร็วเกินกำหนด แล้วจึงใช้วิธีเดียวกันนี้กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีอยู่ที่เหลือ

11.4 กำหนดความเร็ว ก.ม./ช.ม. ที่ต้องการแจ้งเตือนที่แตกต่างกันสำหรับอุปกรณ์ GPS Tracker แต่ละตัว โดยก่อนอื่น เลือกอุปกรณ์ (73) แล้วคลิกปุ่ม แก้ไข (77) จะปรากฏไดอะล็อค อุปกรณ์ ดังรูปข้างล่างนี้

11.5  บนไดอะล็อค อุปกรณ์ คลิกปุ่ม คุณลักษณะ (78) จะปรากฏไดอะล็อคดังรูปข้างล่างนี้

11.6  คลิกปุ่ม + เพิ่ม (79) จะปรากฏไดอะล็อค คุณลักษณะ ดังรูปข้างบน เลือก จำกัดความเร็ว จากแถบรายการ ชื่อ (80) พิมพ์ค่าความเร็วแจ้งเตือนใน ค่าของพารามิเตอร์ (81) แล้วคลิกปุ่ม จัดเก็บข้อมูล (82) จะปรากฏดังรูปข้างล่างนี้

11.7 เมื่อกลับไปยังไดอะล็อค อุปกรณ์ คลิกปุ่ม จัดเก็บข้อมูล (83) เป็นอันเสร็จสิ้นการจำกัดความเร็วแจ้งเตือนของอุปกรณ์ GPS Tracker เฉพาะตัวที่ถูกเลือกในข้อ 11.3 เท่านั้น

11.8 ในขณะนี้ เราได้กำหนดโหมดการจำกัดความเร็วให้กับ GPS Tracker ตัวหนึ่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากมีขับรถหรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเกินกำหนด จะมีเสียง Beep เตือน บนบราวเซอร์ทั้งบนคอมพิวเตอร์หรือบนโทรศัพท์มือถือ และก็ยังจะมีการส่งอีเมล์แจ้งเตือนทันที เนื่องเราได้มีการตั้งค่าเริ่มต้นสำหรับการส่งอีเมล์เสร็จเรียบร้อยมาก่อนในข้อ 9 แล้ว อนึ่ง การจำกัดความเร็วนี้ จะมีผลเฉพาะกับอุปกรณ์ที่ถูกเลือกในข้อ 11.3 เท่านั้น จะไม่ผลการจำกัดความเร็วกับอุปกรณ์ GPS Tracker ตัวอื่นๆ ซึ่งความเร็วในการจำกัดของอุปกรณ์แต่ละตัวอาจจะไม่เท่ากันก็ได้ ดังนั้น เราจะต้องทำซ้ำตั้งแต่ข้อ 11.3 ถึงข้อ 11.7 กับอุปกรณ์ GPS Tracker ตัวอื่นๆ ถ้าต้องการจำกัดความเร็วเพื่อการแจ้งเตือน

12. การเปลี่ยนแผนที่ Maps

การเปลี่ยนแผนที่ธรรมดาเป็นแผนที่แสดงภาพถ่ายผ่านดาวเทียมหรือการเปลี่ยนแผนที่ดาวเทียมเป็นแผนที่ธรรมดา เราใช้คำสั่งดังต่อไปนี้

12.1  คลิกปุ่ม การตั้งค่า (84) => บัญชีผู้ใช้ (85) ดังรูปด้านล่างซ้าย จะปรากฏไดอะล็อค บัญชีผู้ใช้ ดังรูปด้านล่างขวา

 

12.2 เลือก ตัวเลือกการตั้งค่า (86) แล้วเลือกแผนที่ แผนที่ Satellite (ดาวน์เทียม) (87) แล้วคลิกปุ่ม จัดเก็บข้อมูล เพื่อออกจากไดอะล็อคเรียบร้อยแล้ว กดปุ่มฟังชั่นคีย์ F5 เพื่อ Refresh จึงจะปรากฏแผนที่ดาวเทียมดังรูปข้างล่างนี้

12.3 หากต้องการเปลี่ยนแผนที่กลับไปเป็นแผนที่ Google map เช่นเดิม ให้คลิกปุ่ม การตั้งค่า (84) => บัญชีผู้ใช้ (85) แล้วเลือก ตัวเลือกการตั้งค่า (86) แล้วเลือกแผนที่ แผนที่ที่กำหนดเอง (87) แล้วคลิกปุ่ม จัดเก็บข้อมูล เพื่อออกจากไดอะล็อคเรียบร้อยแล้ว กดปุ่มฟังชั่นคีย์ F5 เพื่อ Refresh จึงจะปรากฏแผนที่ Google map เช่นเดิมดังรูปข้างล่างนี้

13. การบันทึกขอบเขตการแสดงแผนที่บนจอภาพ

หากต้องการแสดงขอบเขตแผนที่ตรงจุดใดบ่อยๆ หรือตรงจุดที่มองเห็นอุปกรณ์ทั้งหมดทุกๆ ตัวพร้อมๆ กัน โดยที่ไม่ต้องการเสียเวลาย่อแผนที่หรือขยายแผนที่หรือเลื่อนแผนที่ไปมาหลายๆ ครั้ง ก่อนอื่น ปรับมุมมองแผนที่ไปยังมุมมองภาพแผนที่ต้องการบันทึก โดยการย่อหรือขยายภาพแผนที่ให้แสดงขอบเขตของพื้นที่ที่ต้องการแสดงบนแผนที่เสียก่อน แล้วจึงคลิกปุ่ม การตั้งค่า (88) => บัญชีผู้ใช้ (89) ดังรูปด้านล่างซ้าย จะปรากฏไดอะล็อค บัญชีผู้ใช้ ดังรูปด้านล่างขวา เลือก ตัวเลือกการตั้งค่า (90) แล้วคลิกปุ่ม บันทึกตำแหน่งแผนที่ (91) จะปรากฏค่า ละติจูด และ ลองจิจูด และ ขยาย +/- (92) เพื่อบันทึกไว้ใช้งาน แล้วคลิกปุ่ม จัดเก็บข้อมูล เพื่อออกจากไดอะล็อคเรียบร้อยแล้ว ต่อไป ทุกครั้งที่มีการกดปุ่มฟังชั่นคีย์ F5 เพื่อ Refresh ขอบเขตของแผนที่ที่ถูกบันทึกไว้ จะถูกเรียกคืนกลับมาปรากฏบนจอภาพในทันที

14. การเรียกดูประวัติเส้นทางย้อนหลัง(วันหรือสัปดาห์หรือเดือน)

หากต้องการตรวจสอบประวัติเส้นทางการเดินทางของอุปกรณ์ใด ซึ่งสามารถดูประวัติย้อนหลังได้มากกว่า 3 เดือนตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

14.1  คลิกแท็ปเพื่อขยายหน้าต่างที่ถูกซ่อนอยู่ด้านล่างของจอภาพ จะปรากฏดังรูปข้างบนนี้ แล้วเลือก เส้นทาง (93) คลิกปุ่ม ตั้งค่า (94) จะปรากฏไดอะล็อคดังรูปข้างล่างนี้

14.2  เลือกอุปกรณ์ ที่ต้องการแสดงประวัติเส้นทางการเดินทาง (95) ในกรณีที่ต้องการแสดงเส้นทาง แต่ไม่ต้องการแสดงหัวลูกศรแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ ไม่ต้องติ๊กถูกที่เช็คบอกซ์ แสดงมาร์คเกอร์ (96) ในกรณีที่ต้องการแสดงทั้งเส้นทาง และหัวลูกศรแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ ให้ติ๊กถูกที่เช็คบอกซ์ แสดงมาร์คเกอร์ (96) แล้วเลือก ช่วงเวลาที่ต้องการแสดง ในแถบรายการ ช่วงเวลา (97) เราสามารถเลือกช่วงเวลา 2, 3, 4, 5, 6 วัน โดยเลือกจากตัวเลือก กำหนดเอง แล้วคลิกปุ่ม จัดเก็บข้อมูล เพื่อออกจากไดอะล็อค

14.3  คลิกปุ่ม แสดงผล (98) เพื่อแสดงประวัติเส้นทางการเดินทางในช่วงเวลาที่เลือกให้ปรากฏบนแผนที่ดังรูปด้านล่างนี้

14.4 หากต้องการล้างเส้นทางที่ปรากฏบนแผนที่และล้างข้อมูลพิกัดตำแหน่งในช่องหน้าต่าง ให้คลิกปุ่ม ล้างรายการผล (99) หากต้องการส่งข้อมูลในตารางทั้งหมดไปเก็บไว้ใน Microsoft Excel ให้คลิกปุ่ม ส่งออก หากต้องการส่งข้อมูลในตารางทั้งหมดไปยังอีเมล์ที่กำหนด ให้คลิกปุ่ม ส่งรายงานผลไปยังอีเมล์ ที่ระบุไว้ในข้อ 9

ในขณะนี้ เราได้ศึกษาการใช้งาน GPS Tracking Server ของ www.thaigps.net มาอย่างละเอียดครอบคลุมการใช้งานพื้นฐานการใช้งานประจำวันเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว จึงขอจบบทความไว้เพียงเท่านี้ ขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้

********************************************************